หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ทะเบียนคุมชิ้นงาน
- หน้าแรก
- แบบฝึกคิด
- Profile ปก (ข้อมูลส่วนตัว)
- สรุปเทคนิคเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
- เรียนออนไลน์ครั้งที่1
- ดอกไม้ในใจฉัน
- เด็กน้อยในใจฉัน
- สรุปการนำเสนอกลุ่ม1-12
- สรุปการนำเสนอกลุ่มที่6
- แบบประเมินBLOG
- การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมิน
- กรณีศึกษา
- แบบฝึกหัด เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
- ใบงานกลุ่มที่6
- การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
แนวทางการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริง
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริงมีแนวทางดังต่อไปนี้
1. ใช้เครื่องมือประเมินที่เหมาะสมกับพัฒนาการและธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย กล่าวคือ ครูต้องศึกษาพัฒนาการทุกด้านของเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพื่อกำหนดตัวบ่งชี้ในเครื่องมือการประเมิน การที่ครูรู้พัฒนาการและเข้าใจจุดหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจนและเหมาะสมจะทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการและผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงได้
2. ใช้เครื่องมือในการประเมินที่หลากหลาย การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยควรเป็นการประเมินแบบไม่เป็นทางการ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลในการประเมินที่เหมาะสมคือ การสังเกตหรือการสนทนากับเด็ก แล้วบันทึกอย่างเป็นระบบ วิธีการบันทึกอาจใช้วิธีการสำรวจรายการ การจดบันทึกพฤติกรรม มาตราส่วนประเมินค่า อาจใช้วิธีการบันทึกวีดิทัศน์ บันทึกเสียง เก็บตัวอย่างงาน หรือใช้แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ทั้งนี้ ครูควรเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือในแต่ละประเภท และเลือกใช้เครื่องการประเมินที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถสะท้อนการเรียนรู้ของเด็กอย่างแท้จริง
3. บูรณาการการสอนกับการประเมิน การประเมินถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์ การประเมินอย่างต่อเนื่องทำให้ครูทราบพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก เข้าใจเด็ก และรู้ว่าจะพัฒนาเด็กอย่างไรต่อไป งานที่สำคัญของครูในส่วนนี้ คือ ครูต้องทบทวนว่าจะประเมินพัฒนาการตามรายการใด เลือกใช้เครื่องมือประเมินชนิดใด ประเมินในช่วงเวลาใดในกิจกรรมประจำวันที่จัดขึ้น การวางแผนการประเมินที่เหมาะสมและยืดหยุ่นได้จะช่วยให้ครูสามารถจัดประสบการณ์โดยทำการประเมินควบคู่กันไปได้อย่างราบรื่น
4. เน้นที่ความก้าวหน้าของเด็ก ในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ ครูควรบันทึกสิ่งที่เด็กสามารถทำได้ เพื่อเป็นการประเมินความก้าวหน้าของเด็ก ไม่ควรมุ่งสังเกตสิ่งที่เด็กยังไม่สามารถทำได้ การทราบสิ่งที่เด็กทำได้จะช่วยให้ครูสามารถแนะนำ สนับสนุนให้เด็กก้าวไปสู่พัฒนาการในขั้นที่สูงขึ้นได้ การเน้นที่ความก้าวหน้าของเด็กนี้ถือเป็นการวินิจฉัยและช่วยแก้ปัญหาให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดี
5. ให้ความสนใจทั้งกระบวนการและผลผลิต ขณะที่เด็กร่วมกิจกรรมครูควรให้ความสนใจกับกระบวนการในการเรียนรู้ของเด็ก เช่น ขณะที่เด็กกำลังลงชื่อมาโรงเรียน เมื่อครูสังเกตกระบวนการทำงานของเด็ก จะพบว่าเด็กบางคนใช้วิธีคัดลอกชื่อของตนโดยมองจากชื่อที่ปักที่เสื้อ ทำให้ผลงานการเขียนมีลักษณะกลับหัว บางคนอาจเขียนได้อย่างคล่องแคล่วจากความจำของตนเองโดยที่ผลผลิตมีลักษณะใกล้เคียงกับคนที่เขียนโดยการคัดลอกจากแบบที่ครูเตรียมไว้ หากไม่สังเกตกระบวนการย่อมทำให้ครูไม่สามารถให้ความช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามครูควรให้ความสนใจและควรตรวจสอบทั้งกระบวนการและผลผลิตควบคู่กันไป
6. ประเมินจากบริบทที่หลากหลาย ครูจำเป็นต้องประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กจากบริบทที่หลากหลาย เพื่อให้ได้ผลการประเมินที่ตรงตามสภาพจริงของเด็ก การด่วนสรุปจากบริบทใดบริบทหนึ่งอาจทำให้ไม่ได้ผลการประเมินที่แท้จริง เนื่องจากเด็กอาจจะทำกิจกรรมในบริบทหนึ่งได้ดีกว่าอีกบริบทก็ได้
7. ประเมินเด็กเป็นรายบุคคล การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ครูต้องเฝ้าสังเกตเด็กแต่ละคน เพื่อให้รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล การประเมินเป็นรายบุคคลนอกจากจะทำให้ครูทราบความก้าวหน้าของเด็กแล้ว ยังช่วยให้ครูทราบความสนใจ ทัศนคติ ความคิด ฯลฯ เกี่ยวกับเด็ก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนการช่วยเหลือสนับสนุนเด็กได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย
8. ให้เด็กมีโอกาสประเมินตนเอง เด็กควรได้รับการกระตุ้นให้คิดไตร่ตรองเพื่อประเมินความก้าวหน้าของตนเอง การที่เด็กมีส่วนร่วมในการติดตามความก้าวหน้าของตนเอง จะช่วยให้เด็กภูมิใจ และเกิดความต้องการที่จะพัฒนาตนเองต่อไป โดยครูอาจนำแฟ้มสะสมงานของเด็กมาใช้ในการให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการประเมินตนเอง
วิธีการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยควรเป็นการประเมินอย่างไม่เป็นทางการ โดยวิธีการที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ได้แก่
1. เก็บรวบรวมข้อมูล ครูควรวางแผนการเก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์ โดยเป็นการวางแผนล่วงหน้า ทั้งนี้ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมีดังนี้
1.1 การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคำพูดของเด็ก ครูควรใช้เวลาในการสังเกตและเฝ้าดูเด็ก เพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่น ความต้องการ ความสนใจ และต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด ทั้งนี้ ครูต้องกำหนดเวลา แนวทางที่ชัดเจน และจดบันทึกไว้เพื่อนำมาใช้ในวิเคราะห์และสรุป
1.2 การสนทนากับเด็ก ครูสามารถใช้การสนทนากับเด็กได้ทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่มอย่างสอดคล้องกับกิจวัตรประจำวัน เพื่อประเมินความสามารถในการแสดงความคิดเห็น พัฒนาการด้านการใช้ภาษา ฯลฯ เช่น เมื่อครูเล่านิทานให้เด็กฟังแล้ว ครูอาจถามคำถามให้เด็กแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟัง เพื่อให้รู้ความคิดของเด็ก ทั้งนี้ ครูควรจดบันทึกคำพูดของเด็กไว้เพื่อการวิเคราะห์และปรับการจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมต่อไป ในกรณีที่ต้องการสนทนากับเด็กเป็นรายบุคคล ครูควรพูดคุยในสภาวะที่เหมาะสม ไม่ทำให้เด็กเครียดหรือเกิดความวิตกกังวล
1.3 การเก็บตัวอย่างผลงานที่แสดงความก้าวหน้าของเด็ก เป็นวิธีการที่ครูรวบรวมและจัดระบบตัวอย่างผลงานที่แสดงความก้าวหน้าของเด็กจากชิ้นงานที่เด็กสร้างขึ้นในกิจวัตรประจำวัน ครูควรกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการเก็บรวบรวมผลงาน เช่น เก็บตัวอย่างผลงานการตัดกระดาษที่แสดงการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการด้านการตัดกระดาษของเด็กเดือนละ 1 ชิ้นงาน แล้วนำมาจัดรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ เป็นต้น การเก็บสะสมผลงานอย่างต่อเนื่องนี้ ครูต้องประเมินว่าผลงานแต่ละชิ้นแสดงความก้าวหน้าของเด็กอย่างไร ไม่ใช่การนำมาเก็บรวมกันไว้เฉยๆ ครูอาจให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกและจัดเก็บผลงาน และครูสามารถนำผลงานที่จัดรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบมาใช้ในการสื่อสารกับผู้ปกครองให้รับทราบเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเด็กด้วย
2. วิเคราะห์และจัดทำบันทึกข้อมูลของเด็ก ครูควรนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาวิเคราะห์ และจัดทำบันทึกข้อมูลของเด็ก ทั้งในลักษณะของบันทึกข้อมูลเด็กรายบุคคล และบันทึกข้อมูลเด็กทั้งชั้นเรียน ดังนี้
2.1 บันทึกข้อมูลเด็กรายบุคคล การทำบันทึกข้อมูลเด็กรายบุคคลจะช่วยให้ครูรู้จักความสามารถที่แท้จริงของเด็ก ทำให้ครูติดตามความก้าวหน้าของเด็กได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยให้ครูประเมินเด็กอย่างครอบคลุมทุกรายการประเมิน ครูที่ทำบันทึกข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคลจะสามารถช่วยส่งเสริมความสามารถของเด็ก หรือให้ความช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสม
2.2 บันทึกข้อมูลเด็กทั้งชั้นเรียน การทำบันทึกข้อมูลเด็กทั้งชั้นเรียนช่วยให้ครูรู้ว่าเด็กในห้องเรียนที่รับผิดชอบมีความสามารถหรือมีพัฒนาการในแต่ละด้านเป็นอย่างไร ส่งผลให้ครูสามารถออกแบบการจัดประสบการณ์ได้เหมาะสมกับเด็กในชั้นเรียนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังแสดงให้เห็นความก้าวหน้าของเด็กทั้งชั้นเรียน การสรุปเช่นนี้ควรทำเป็นระยะอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
ที่มา: นฤมล เนียมหอม . (2566 ).การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย, สืบค้นเมื่อ วันที่13 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2566.
กรณีศึกษา
ชื่อ – นามสกุลนักเรียน เด็กชายณัฐชา ไชยหาญ
ชั้น อนุบาลปีที่ 2/4 ชื่อผู้ปกครอง นาย จิรยุทธ ไชยหาญ มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยเป็น บิดา
ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 093-2872538 Line……-………..Facebook…....-…………
ชื่อ บิดา นาย จิรยุทธ ไชยหาญ
ชื่อ มารดา นางสาวสุวรรณา อุค า ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 082-5895331 Line……...-………..Facebook………-.…………
1. บรรยายสภาพบ้านและบริเวณที่ตั้ง (ใช้การสังเกต) -ตั้งอยู่ติดถนนลาดยาง บริเวณหน้าปากซอย ลักษณะบ้านเป็นปูนบ้านสองชั้น เป็นบ้านเช่า สองหลัง และห้องเช่าอีกสองห้อง
2. บรรยายสภาพภายในบ้าน (ใช้การสังเกต) -ภายในบ้านมีความกว้างพอประมาณ มีเสื้อผ้าชุดราตรีที่ผู้ปกครองรับตัดชุด มีอุปกรณ์การ เย็บตัด เสื้อผ้า
3. บรรยายลักษณะท่าทีของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์) ท่าทีของผู้ปกครองขณะไปเยี่ยมบ้านเด็ก ผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับนักศึกษาเป็น อย่างมากในการให้น้องร่วมกับนักศึกษา และผุ้ปกครองยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับนักศึกษา บรรยากาศโดยรวม เป็นกันเองและมีความอบอุ่นมาก
4. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์) -ดูแลเอาใจใส่ เข้าใจลูก ใช้ค าพูดที่อ่อนหวาน ดูอบอุ่น คอยให้ค าแนะนำ ให้ความรัก ความ ห่วงใย และใส่ใจในตัวของน้องไบร์ทเป็นอย่างมาก
5. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อโรงเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์) -รู้สึกดีต่อโรงเรียน ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในด้านต่างๆ ทางโรงเรียนส่งเสริมสนับสนุน ในการใช้สื่อการสอนที่มีความหลากหลายดูได้จากผลงานของน้องไบร์ท จ านวนครูในการดูแลเด็กก็เพียงพอ
6. บรรยายภาวะการเรียนของนักเรียนเมื่ออยู่ที่บ้าน เช่น โอกาสในการทำการบ้าน การอ่านหนังสือ (ใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียน) -มีความรับผิดชอบในการท าการบ้าน -ช่วยท างานบ้าน เช่น กวาดบ้าน ท างานบ้านช่วยผู้ปกครอง
7. บรรยายลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของนักเรียน (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์เพื่อนบ้านและ นักเรียน) -ลักษณะเพื่อนบ้านของน้องไบร์ทมีเด็กที่มีอายุน้อยกว่า อยู่ห่างกันไม่มากนัก ไปเล่นบ้าน เพื่อนบ้างเพื่อนมาเล่นบ้านน้องไบร์ทบ้างสลับกันไป และมีน้องสตังที่ไปเล่นด้วยกันที่บ้านบ้าง
8. บรรยายความสัมพันธ์ของนักเรียนกับสมาชิกในครัวเรือน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์) -ครอบครัวแยกย้ายกัน ตอนนี้น้องอาศัยอยู่กับย่า มีการพูดคุยกันมากขึ้น ทุกคนภายใน บ้านรักเอ็นดูห่วงใยน้องซีเกมรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนน้องไบร์ทในทุกๆด้าน
9. แนวทางความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์และการให้ค าปรึกษาร่วมด้วย) -หากิจกรรมที่เด็กชอบและถนัดมาให้ผู้ปกครองได้ทำร่วมกับตัวเด็ก คอยให้คำแนะนำและคอยส่งเสริมเด็ก ในกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติ
วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
ทะเบียนคุมชิ้นงาน
คำชี้แจง
บันทึกรายการชิ้นงานที่ทำส่งทุกชิ้นในกรณีที่เจ้าของแฟ้มต้องการปรับปรุงผลงานให้บันทึกรายละเอียดของการปรับปรุงแก้ไขงานทุกชิ้นต้องผ่านการแสดงความคิดเห็นต่อผลงาน
วันที่/เดือน /พ.ศ. | รายการส่งงาน | การปรับปรุง/ผลงานที่ชอบ |
1 มกราคม 67 | ชิ้นงานที่1 Portfolio | ชอบชิ้นงานนี้เพราะว่าได้ออกเเบบที่เป็นสไตล์ที่ตนเองชื่นชอบและได้เล่าประวัติให้เพื่อนฟัง |
1 มกราคม 67 | ชิ้นงานที่ 2 ดอกไม้ในใจฉัน | ชอบชิ้นงานนี้เพราะว่าได้นำเสนอดอกไม้ที่ชื่นชอบของตนเองให้เพื่อนๆได้ร่วมเเลกเปลี่ยนรู้ด้วยกัน |
1 มกราคม 67 | ชิ้นงานที่ 3 เด้กน้อยในใจฉัน | ชอบชิ้นงานนี้เพราะว่าได้เลือกเด็กที่เป็นห่วงจากการลงสังเกตการสอนและได้นึกคิดถึงเด็ก |
29 มกราคม 67 | ชิ้นงานที่ 4 เรียนออนไลน์ | |
4 กุมภาพันธ์ 67 | ชิ้นงานที่ 5 แบบฝึกคิด | ชอบชิ้นงานนี้ เพราะได้เเสดงความคิดเห็นของตนเอง |
4 กุมภาพันธ์ 67 | ชิ้นงานที่ 6 สรุปการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กปฐมวัยทั้ง 11 กลุ่ม | ชอบชิ้นงานนี้เพราะว่าได้สะท้อนคิดความรู้ที่ได้รับและเข้าร่วมกิจกรรมของเพื่อนๆ |
11 กุภาพันธ์ 67 | ชิ้นงานที่ 7 แบบฝึกหัด : เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย | ชอบชิ้นงานนี้เพราะว่าได้ฝึกประเมินเด็กๆ |
11 กุมภาพันธ์ 67 | ชิ้นงานที่ 8 สรุปเทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย | |
11 กุมภาพันธ์ 67 | ชิ้นงานที่ 9 กลุ่มที่ 6 การประเมินพัฒนาการด้านสังคม : การเล่นของเด็กปฐมวัย | ชอบชิ้นงานนี้เพราะว่าได้ทำงานกันเป็นทีม ช่วยกันแก้ปัญหาทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี |
11 กุมภาพันธ์ 67 | ชิ้นงานที่ 10 การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย และรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย | ชอบชิ้นงานนี้เพราะได้ออกแบบชิ้นงานการเชิญผู้ปกครองเข้าร่วมประชุมและออกแบบการแจ้งเนื้อหาผู้ปกครอง |
12 กุมภาพันธ์ 67 | ชิ้นงานที่ 11 เด็กกรณีศึกษา | ชอบชิ้นงานนี้เพราะว่าได้ศึกษาและร่วมมือกันกับครูพี่เลี้ยง |
กลุ่ม6 การประเมินพัฒนาการด้านสังคม:การเล่นของเด็กปฐมวัย
กลุ่มที่6 การประเมินพัฒนาทางด้านสังคม:การเล่นของเด็กปฐมวัย
วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
นำเสนอกลุ่มที่6
กลุ่มที่ 6
การประเมินพัฒนาการทาง ด้านสังคม (การเล่น)
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสังคม
การพัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองและผู้อื่นเพื่อการปรับตัวและสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
โครงสร้างพัฒนาการ
โครงสร้างของการประเมินผลพัฒนาการพัฒนาการของเด็กแต่ละคนต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็กใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพเด็กแต่ละคนให้ถึงนั้นสูงสุด
คุณลักษณะตามวัยด้านสังคม
คุณลักษณะตามวัยเป็นความสามารถตามวัยหรือพัฒนาการตามธรรมชาติเมื่อเด็กมีอายุถึงวัยนั้นๆผู้สอนจำ เป็นต้องทำความเข้าใจคุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ แรกเกิด - 6 ปี เพื่อนำไปพิจารณาจัดประสบการณ์ให้เด็กแต่ละวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ประเภทของการเล่น
1.เล่นคนเดียว(อายุ1ขวบ)
2.เล่นสมมติ(2-3ขวบ)
3.เล่นเชิงสังคม(3-4ขวบ)
4.เล่น-ดูผู้อื่นเล่น
5.ต่างคนต่างเล่น
6.เล่นร่วมกัน
7.เล่นแบบร่วมมือกัน (อายุ5-6ขวบ)
หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำ กว่า 3 ปี
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน
2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย
4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู)
5.นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้
การประเมินพัฒนาการเด็กด็ อายุ 3-6 ปี
1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
4 ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริง
5. สรุปผลการประเมิน
เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง ๆ ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับเด็ก
วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
แบบฝึกคิด
เมื่อนึกถึงคำว่า “การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้”
ดิฉันมีความคิดเกี่ยวกับคำนี้คือ การประเมินผลพัฒนาการเด็ก คือความรู้ความเข้าใจของครูที่มีต่อพัฒนาการการเรียนรู้ความสนใจและความต้องการของเด็กของแต่ละคน การประเมินผลถือเป็นกระบวนการที่สําคัญและจําเป็นมากในการจัดการเรียนการสอนการประเมิผลพัฒนาการที่ดีควรเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอน
ดิฉันมีความรู้สึกต่อคำนี้คือ เด็กๆนั้นเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะเด็กๆ มักเป็นขวัญใจของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นขวัญใจ เป็นแก้วตา ดวงใจของคนที่เป็นพ่อและแม่ พ่อและแม่จึงมีความคาดหวังที่จะให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นคนที่มีทั้งสุขภาพกายและใจ รวมทั้งเป็นคนดีของสังคม ประสบความสำเร็จในการการดำเนินชีวิต ซึ่งเด็กทุกคนจะสามารถเจริญเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างมีคุณภาพนั้นขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะใน 3 ปีแรก อันเป็นช่วงชีวิตที่สำคัญ
ประสบการณ์ที่มี่ต่อคำนี้คือ บันทึกข้อมูลของเป็นเด็กรายบุคคลทำสังคมมิติจากการออกฝึกSill2การทำบันทึกข้อมูลเด็กรายบุคคลทำให้รู้จักความสามารถของเด็ก ทำให้ครูติดตามความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็กได้อย่างต่อเนื่องอีกทั้งยังช่วยให้ครูประเมินเด็กอย่างครอบคลุมทุกรายการประเมินครูที่ทำบันทึกข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคลจะสามารถช่วยส่งเสริมความสามารถของเด็กหรือให้ความช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสม
เมื่อนึกถึงคำว่า “การประเมินตามสภาพจริง”
ดิฉันมีความคิดเกี่ยวกับคำนี้คือ การประเมินตามสภาพจริงเป็นการประเมินรอบด้านทั้งด้านกระบวนการในการเรียนรู้ การแก้ปัญหาการทำงานร่วมกัน และแรงจูงใจ ผ่านภาระงาน (Tasks) ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการประเมินที่ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะเพิ่มขึ้นและสามารถเชื่อมโยงไปใช้ในบริบทต่าง ๆ ดังนั้นในการประเมินตามสภาพจริงผู้สอนควรกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการวัดประเมินให้ชัดเจน กำหนดสิ่งที่มุ่งวัดประเมิน พัฒนาการที่เกิดขึ้นหรือสมรรถนะที่แสดงออก ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีใด ใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วงเวลาที่วัดประเมิน การเข้าถึงข้อมูลที่มุ่งวัดประเมิน และเกณฑ์การประเมิน
ดิฉันมีความรู้สึกต่อคำนี้คือ การประเมินตามสภาพจริง เป็นการประเมินการแสดงออกถึงกระบวนการทำงานผ่านการปฏิบัติ เพื่อค้นหาศักยภาพหรือคุณลักษณะที่แท้จริงของผู้เรียน โดยใช้กิจกรรม เรื่องราว เหตุการณ์ สถานการณ์ ภาระงาน ชิ้นงาน ที่นักเรียนได้ประสบในชีวิตประจำวัน หรือจากงาน/สถานการณ์ที่เป็นจริงในชีวิต (Real Life) ซึ่งเป็นงาน/สถานการณ์ซับซ้อน (Complexity) เป็นองค์รวม (Holistic) โดยดำเนินการต่อเนื่องตลอดการเรียนการสอน ผสานทั้งการเรียนการสอน (Teaching) การเรียนรู้ (Learning) และการประเมิน (Assessing) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการประเมินที่หลากหลาย มีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากกระบวนการเรียนรู้
ประสบการณ์ที่มี่ต่อคำนี้คือ จากการที่ดิฉันออกฝึกรายวิชาSill2 การประเมินสภาพจริงด้านการฟังการพูดการอ่านการเขียนของนักเรียน ครูจะประเมินได้จากใบงาน และประเมินพัฒนาการของนักเรียนรายบุคคลตามสภาพจริง โดยมีเครื่องมือดังต่อไปนี้การทำงานร่วมกันประเมินจากชิ้นงานในกลุ่มของนักเรียนการพูดใช้เครื่องมือได้แก่การสัมภาษณ์ สอบถาม
ผู้สอนสามารถประยุกต์ใช้แอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Thinglink ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับสร้างแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้เรียน สามารถเชื่อมโยงไฟล์ เสียง วิดีโอ แผนที่ ไปยังแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ไว้บนภาพเดียวกัน โดยจะเปลี่ยนภาพนิ่งให้เป็นสื่อประสม เชิงโต้ตอบ (Interactive) ที่จะมีฟีเจอร์สำหรับ เพิ่มภาพประกอบ คำอธิบาย บทความ และลิงก์วีดีโออื่น ๆ เป็นต้น ทำให้เกิดการเรียนรู้ อย่างมีความหมายและก่อให้เกิดประกายแห่งความคิด สร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านทางรูปภาพ
ดิฉันมีความคิดเกี่ยวกับคำนี้คือ แบบทดสอบ คือ ชุดของคำถามที่สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้ถูกทดสอบแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาให้ผู้สอบสังเกตได้และวัดได้ แบบทดสอบ เป็นเครื่องมือวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ซึ่งถือว่าเป็นสติปัญญาของมนุษย์ว่ามีความรู้หรือไม่เพียงใดที่ซ่อนแฝงอยู่ในตัวบุคคลทั้งในด้านพฤติกรรมความรู้ต่างๆ
ดิฉันมีความรู้สึกต่อคำนี้คือ ข้อสอบแบบทดสอบเติมคำ
ข้อดี
1. เหมาะกับพฤติกรรมความรู้-ความจำ
2. เหมาะกับวิชาคณิตสาสตร์และวิชาทักษะการคำนวณ
ข้อเสีย
1. ไม่เหมาะกับการวัดพฤติกรรมระกับสูงๆ
2. ยากในการเขียนเพื่อให้ได้คำตอบเดียว
ประสบการณ์ที่มี่ต่อคำนี้คือ
จากการสร้างแบบทดสอบนำไปใช้กับเด็กอนุบาลในรายวิชา sill2 โดยใช้แบบทดสอบแบบจับคู่กัน
มีข้อดี ข้อเสียดังนี้
ข้อสอบแบบจับคู่
ข้อดี
1. เหมาะสำหรับความรู้-ความจำที่มีเนื้อหาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน
2. สามารถวัดพฤติกรรมระดับความเข้าใจและการนำไปใช้ได้
ข้อเสีย
1. ใช้วัดพฤติกรรมระดับการสังเคราะห์และการประเมินค่าไม่ได้
2. ยากที่จะหาเนื้อหาที่เป็นเรื่องเดียวกัน
สรุปการนำเสนอกลุ่ม1-12
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 1
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย :สุขภาพอนามัย (การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย)
ของเด็กปฐมวัย
การนํา เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
พัฒนาการของเด็กปฐมวัย
พัฒนาการคือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะและพฤติกรรมที่มีทิศทางและรูปแบบที่แน่นอน จากช่วงระยะเวลาหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่งผ่านกระบวนการเรียนรู้ จนสู่วุฒิภาวะซึ่งก็คือการบรรลุถึงขั้นการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของบุคคลในระยะใดระยะหนึ่งและพร้อมที่จะทํา กิจกรรมอย่างนั้นทํา ให้เพิ่มความสามารถของบุคคลให้ทํา หน้าที่ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถทํา หน้าที่ที่สลับซับซ้อนยุ่งยากได้ตลอดจนเพิ่มทักษะใหม่และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะใหม่ของบุคคลผู้นั้น
ลักษณะของพัฒนาการของเด็ก แบ่งได้หลายแบบ 4 ด้านใหญ่ๆ
1. พัฒนาการด้านร่างกาย (Physical Development)เป็นความสามารถของร่างกายในการทรงตัวและการเคลื่อนไหว โดยการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่(Gross Motor Development) เช่น วิ่ง, กระโดด,ปีนป่าย และการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มือและตา
2.พัฒนาการด้านสติปัญญา(CognitiveDevelopment)เป็นความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆกับตนเองเป็นกระบวนการทางจิตใจ(mental processes)ที่เราใช้คิด เรียนนรู้ หาเหตุผล แก้ไขปัญหา
3. พัฒนาการด้านอารมณ์ (Emotional Development)เป็นความสามารถในการแสดงความรู้สึกและควบคุมการแสดงออกของอารมณ์อย่างเหมาะสม ในอารมณ์ต่างๆ เช่น ยิ้ม, ร้องไห้, หัวเราะ, กลัว,เศร้า, เสียใจ, โกรธ
4. พัฒนาการด้านสังคม (Social Development)เป็นความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นเข้าใจผู้อื่น(personal-social)สามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจําวัน(self help, self care)และรู้จักผิดชอบชั่วดี
ภาวะสุขภาพ
หมายถึง การดํารงชีพของบุคคลอย่างมีสุขทั้งกาย และ จิตใจอาจกล่าวได้ว่ามิใช่เพียงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บแต่รวมถึงการมีชีวิตที่มีร่างกายแข็งแรง จิตแข็งแรง มีความสุขอยู่ในสังคม โลกในปัจจุบัน
การเจริญเติบโตและพัฒนาการ
เด็กวัย 3-6 ปีอยู่ในระยะเด็กวัยก่อนเรียนหรือวัยอนุบาล(preschool)เป็นวัยที่เรียรีนรู้สิ่งแวดล้อมได้มาก พัฒนาการด้านต่าง ๆ ก้าวหน้าขึ้นมากและมีสังคมกว้างขึ้นจากเดิมที่อยู่กับพ่อแม่เป็นหลักเป็นการอยู่ร่วมกับครูและเพื่อนที่โรงเรียนดังนั้น ครูจึงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีความสําคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยนี้ นอกเหนือจากพ่อแม่หรือบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว
การเจริญเติบโตและพัฒนาการ
1.ด้านร่างกาย1.ด้านร่างกายเด็กจะเติบโตเป็นไปอย่างสม่ำ เสมอ โดยเฉลี่ยมีน้ำ หนักตัวเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5 กิโลกรัม และมีส่วนสูงเพิ่มปีละ 6-8 เซนติเมตรอายุ 3 ปี เด็กสามารถยืนขาเดียวได้ชั่วครู่ วิ่งแล้วหมุนตัวได้โดยไม่ล้ม ขึ้นบันไดสลับเท้าได้ ขี่จักรยานสามล้อ เมื่ออายุ 4 ปี เด็กจะสามารถกระโดดขาเดียว เดินลงบันไดสลับเท้าได้ ปีนต้นไม้ และเมื่ออายุ 5 ปี จะสามารถกระโดดสลับเท้า กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเตี้ยๆ ได้ เดินต่อเท้าเป็นเส้นตรงได้โดยไม่ล้ม อายุ 6 ปี เดินบนส้นเท้าใช้ 2 มือรับลูกบอลที่โยนมา และกระโดดไกลได้ประมาณ12ซม.
2. ด้านความคิด การเรียนรู้ช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีจินตนาการและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้นสามารถแยกแยะความแตกต่างของสิ่งต่าง ๆจัดกลุ่มของสัตว์และรูปทรง เมื่อถึงตอนกลางของช่วงวัยนี้เด็กจะสามารถมีความคิดรวบยอดด้านพื้นฐานจํานวนและตัวเลข เด็กวัยนี้จะแก้ปัญหาต่างๆด้วยสิ่งที่รับรู้และจินตนาการของตนเองโดยยังไม่รู้จักคิดไตร่ตรองอย่างรอบด้าน การแก้ปัญหาของเขาจึงเป็นแบบลองผิดลองถูก และเรียนรู้จากผลของการกระทํา ดังนั้นหากพ่อแม่หรือครูสนับสนุนและให้โอกาสเด็กได้ทดลองแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยคอยให้คําแนะนํา
3. ด้านการพูดและการสื่อสารเด็กวัยอนุบาลมีพัฒนาการทางภาษาอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนขึ้นจากวัยเตาะแตะ ในช่วงสิ้นสุดวัยอนุบาล เด็กจะสามารถเข้าใจคํา พูดของผู้ใหญ่ได้เกือบทั้งหมด รู้จักสี จํานวน และเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ จํานวนมาก-น้อย พื้นผิวที่แตกต่างกัน เช่น เรียบ-ขรุขระ นิ่ม-แข็ง ได้
4. ด้านอารมณ์เด็กจะรู้จักและแสดงอารมณ์หลากหลายทั้งอารมณ์รัก พอใจ เสียใจทุกข์ใจ เศร้า อิจฉา กังวลกลัว โกรธ ก้าวร้าว เมื่ออายุ 4 ปีขึ้นไป เด็กจะเริ่มเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นในสถานการณ์ต่าง ๆโดยการอ่านท่าทีและน้ำ เสียง เช่น รู้ว่าน้องรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เล่นของเล่น เริ่มแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จะปรับเปลี่ยนอารมณ์และระงับอารมณ์ของตนได้บ้าง รอคอยได้นานขึ้น ปลอบตนเองและคนอื่นเป็นความกลัวที่จะการแยกจากพ่อแม่และความกลัวคนแปลกหน้าจะน้อยลงเมื่อเทียบกับวัย 1-2 ปี สามารถแยกจากแม่ได้นานขึ้นและสร้างความผูกพันกับบุคคลอื่นได้
5. ด้านสังคมเด็กวัยนี้เริ่มมีความสนใจและอยากมีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็กอื่นอย่างไรก็ตาม ในระยะแรกของช่วงวัยนี้ เด็กอาจยังทํา ได้ไม่ดีนัก เพราะยังมีความเอาแต่ใจตนเอง และอาจยังไม่สามารถเล่นตามกฎหรือรืกติกาจึงยังคงเห็นพฤติกรรมหวงของแย่งของตีตนเองหรือตีผู้อื่นเมื่อเกิดความไม่พอใจ หรือใช้คําพูดที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม
6. ด้านจริยธรรมเพิ่มมการเรียนรู้เรื่องคุณธรรมของเด็กวัย3-6 ปี จึงเป็นการเรียนรู้จากพ่อแม่และครูโดยตรง ได้ทั้งจากการจงใจและไม่จงใจสอน พราะเด็กจะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยม และเลียนแบบผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว สิ่งที่พ่อ
แม่และครูปฏิบัติทุกๆวัน
7. พัฒนาการทางเพศเด็กวัย 3-6 ปี จะเข้าใจว่าตนเองเป็นเพศใด สามารถแยกความแตกต่างของลักษณะและบทบาทของแต่ละเพศได้นอกจากนี้ยังเริ่มเข้าใจว่าเพศเป็นสิ่งที่ติดตัวถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงตามลักษณะภายนอกหรือการแต่งกาย เช่น เมื่อเด็กเห็นผู้หญิงที่ไว้ทรงผมสั้นคล้ายผู้ชายและใส่กางเกง เด็กก็ยังสามารถบอกได้ว่า ผู้ที่เขาเห็นเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชายวัย 6 ปี เด็กจะยอมรับเพศของตนและแสดงบทบาททางเพศที่เหมาะสมจึงมีผลยิ่งกว่าคํา พูดสั่งสอน
ภาวะสุขภาพของเด็กปฐมวัยการส่งเสริมสุขภาพ
อาหาร
การออกกํา ลังกาย
การดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน
วัคซีน
การป้องกันอุบัติเหตุอันตราย
การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
การเติบโต (growth) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านขนาดของร่างกาย และอวัยวะซึ่งเกิดจากการเพิ่มจํานวนเซลล์ การเพิ่มขนาดของเซลล์และ matrix จึงสามารถประเมินการเติบโตได้โดยการชั่งน้ำ หนักวัดความยาวหรือส่วนสูง ความหนาเส้นรอบวง เปรียบเทียบ สัดส่วน และจํานวนฟัน เป็นต้น
1.1 การซักประวัติการเจริญเติบโต
1.2 การประเมินการเจริญเติบโต และการแปลผล ดัชนีของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วไป ได้แก่1.2.1 น้ำหนัก (แรกเกิด 3 kgs 1 ปี x 3, 3 ปี x 4, 5 ปี x 6) หรือ(อายุเป็นปี x 2 + 8kgs)น้ำหนักตัวที่เหมาะกับอายุอย่างคร่าว ๆ
การประเมินพัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการ หมายถึง กระบวนการศึกษาข้อมูลคุณลักษณะหรือ
ความสามารถในด้านต่างๆของเด็กเล็กในแต่ละช่วงวัยการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กโดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน
ควรยึดหลักดังนี้
1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบถ้วนทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก
2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจําวัน
4. ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึก
5. ประเมินตามสภาพจริง
การประเมินด้านพัฒนาการภาวะสุขภาพ
สุขภาพอนามัย เป็นตัวชี้วัดที่แสดงคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยการพิจารณาความสะอาด สิ่งผิดปกติของร่างกายที่จะส่งผลต่อการดําเนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็กในการประเมินครั้งนี้จะประเมินสุขภาพอนามัย 9 รายการ
รายการประเมินสุขภาพอนามัย
1. ผมและศีรษะ
2. หูและใบหู
3. มือและเล็บมือ
4. เท้าและเล็บเท้า
5. ปาก ลิ้น และฟัน
6. จมูก
7. ตา
8. ผิวหนังและใบหน้า
9. เสื้อผ้า
เกณฑ์การประเมินมี 3 ระดับ
ระดับ 3 สะอาด
ระดับ 2 พอใช้
ระดับ 1 ปรับปรุง / สกปรก
ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 2
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย : ทักษะกลไก การเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ของเด็กปฐมวัย
การนํา เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
ความหมายพัฒนาการทางด้านร่างกาย
พัฒนาการทางด้านร่างกายสำหรับเด็กหมายถึง การเจริญเติบโตทางด้านต่างๆของร่างกายและการพัฒนาทางกายภาพให้มีความสามารถในการเคลื่อนไหวรักษาความสมดุลของร่างกาย
พัฒนาการด้านร่างกายนี้สามารถแบ่งออกเป็น2ด้านคือ
1.พัฒนาการทางด้านปริมาณได้แก่ การเจริญเติบโตทางด้านร่างกายเช่น ส่วนสูง ตัวโตขึ้น
2. พัฒนาการทางด้านคุณภาพได้แก่ ความสมารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ เช่น การนั่ง การยืน การเดิน
การประเมินการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายพิจารณาจาก
1)นํ้าหนักตัว
2)ความยาวหรือความสูง
3)การขึ้นของฟัน
4)การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ
การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมมี2แบบคือ
1.การสังเกตอย่างเป็นทางการหรือการสังเกตอย่างมีระเบียบเป็นการสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมาย
2.การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธีที่ผู้ปกครองส่วนมากเฝ้าดูแลและสังเกตการเล่นของเด็ก
วิธีบันทึกข้อมูลและการแปลความ
-สังเกตพฤติกรรมของเด็กตามรายการในแบบบันทึกกรอกข้อมูล
-นำข้อมูลที่บันทึกเปรียบเทียบซึ่งเป็นความสามารถตามวัยจะช่วยทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมตามวัยก้าวหน้าหรือช้า
-ในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมอื่นที่น่าสนใจนอกเหนือจากพฤติกรรมตามวัยที่ระบุไว้ในแบบบันทึกข้อมูล
กลุ่มที่ 3
ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมพันธ์
ความสำคัญของพัฒนาการทางด้านร่างกาย (การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก)
กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะที่สำคัญหนึ่งในการประกอบกิจวัตประจำวันด้วยตนเอง เช่น การใส่ – ถอดกระดุม รูดชิป การแปรงฟัน ผูกเชือกรองเท้า งานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน
ความหมายของความสามารถการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
รัชนี รัตนา (25331) กล่าวว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง ความสามารถในการทำงานประสานสัมพันธ์กันดีระหว่างกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อมือ นิ้วมือทำให้สามารถกระทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างถนัดและมีประสิทธิภาพ
หลักการประเมินกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย
สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์ (2542: 192-205) กล่าวถึงแบบบันทึกพัฒนาการเด็ก 3 - 6 ปี และพัฒนาการทางด้านร่างกายกล้ามเนื้อมัดเล็กประกอบไปด้วย
1. การทำงานประสานกันระหว่างตากับมือ
2. ทำงานด้วยกล้ามเนื้อมัดเล็ก
3. การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กช่วยเหลือตนเอง
4. การใช้อุปกรณ์ในการเขียน การวาดภาพ และการระบายสี
เทคนิคและวิธีการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดเล็ก)
การวัดผลและประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยสามารถใช้วิธีวิการต่างๆได้หลายรูปแบบ การรวบรวมข้อมูลขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของข้อมูลที่ต้องการวิธีวิการที่เหมาะสมและนิยมใช้ใช้การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยแนวใหม่ มีด้วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้
-แบบบันทึก (Anecdotal records)
-การใช้แบบทดสอบ (Test) เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
-การใช้แบบประเมินพัฒนาการ หรือแบบตรวจสอบรายการ (Checklist)
-แฟ้มสะสมงาน (Portfolio)
-การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก(Anecdotes)
กลุ่มที่4
กลุ่มที่ 4
ลักษณะของอารมณ์ พื้นอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรม (ต่อตนเองและผู้อื่น)
ความสำคัญพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย
เด็กคือ เด็กที่มีความรู้สึก มีความคิดเห็นของตัวเอง แต่จะถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ที่จะช่วยอบรมสั่งสอน นําพาเข้าสู่เส้นทางที่ถูกที่ควร เด็กจึงจะเจริญเติบโตเป็นเด็กที่เป็นคนดี มีความสุข และมีความสมดุลในชีวิต ดังนั้น การพัฒนา จึงเริ่มต้นขึ้นที่บ้าน ถ้าพ่อแม่พัฒนาลูกในทุกกิจกรรม ลูกจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง รู้จักกินเป็น ดูเป็น ฟังเป็น บริโภคเป็น มีจิตใจที่ดีงาม มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม พร้อมที่จะออกสู่สังคมนอกบ้านต่อไป
หลักการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ ของเด็กปฐมวัย
1.วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย กำหนดวัตถุประสงค์ วิธีการและเครื่องมือการประเมินและเก็บรวบรวมข้อมูลแปลผลต่อไป
2.ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน ซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา
3.ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย
5.สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็นข้อมูล สื่อสารกับผู้ปกครองในการเสริมศักยภาพเด็กเป็นรายบุคคล
ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ ประกอบด้วย
1. สิ่งที่จะประเมิน พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 1 มาตรฐาน คือ
-มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
-มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
-มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม
2. วิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินด้านอารมณ์จิตใจ
ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกับวัยและ สถานการณ์ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นความสนใจ / ความสามารถ/และมี ความสุขในการทำงานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ความรับผิดชอบในการทำงาน ความซื่อสัตย์สุจริตและ รู้สึกถูกผิดความเมตตากรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือแบ่งปัน ตลอดจนการประหยัดอดออม และพอเพียง
3. เกณฑ์การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์
1. การวางแผนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบ
2. ในกรณีที่ห้องเรียนมีนักเรียนจำนวนมาก ผู้สอนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเด็กที่ทำได้ดีแล้วและ เด็กที่ยังทำไม่ได้ส่วนเด็กปานกลางให้ถือว่าทำได้ไปตามกิจกรรม
3. ผู้สอนต้องสังเกตจากพฤติกรรมคํา พูดการปฏิบัติตามขั้นตอนในระหว่างทำงาน/กิจกรรมและคุณภาพของผลงาน/ชิ้นงาน ร่องรอยที่นำมาใช้พิจารณาตัดสินผลของการทำงานหรือการปฏิบัติ
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
1. การสังเกต
2. การสัมภาษณ์
กลุ่มที่5
กลุ่มที่ 5
การประเมินพัฒนาการการเรียนรู้ทางสังคม/ทักษะทางสังคม/พฤติกรรม/ความสามารถทางสังคม ฯลฯ
การเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ความหมายของการเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัยคือ การเรียนรู้ทางสังคม Social Learning หมายถึง การเรียนรู้เงื่อนไขต่างๆ ในสังคม การเรียนรู้นี้ทำให้คนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมต่างๆ ตามที่สังคมนั้นๆ มีอยู่ ทำให้คนที่เติบโตในสังคมไทยมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบไทย และทำให้คนที่เติบโตในสังคมจีนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบจีน
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคม
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของเด็กปฐมวัย เป็นวัยที่เด็กมีการปรับตัวเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่นได้ตามลำดับขั้นตอนของวัยและช่วงอายุ เด็กสามารถแสดงพฤติกรรมความรู้สึกที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน สามารถเล่นทำงาน และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
พัฒนาการด้านสังคม
พัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้เข้าใจตนเองและผู้อื่น เพื่อการปรับตัวและสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันการเรียนรู้นี้เป็นกระบวนการปรับตัวทางสังคม
ทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ทักษะทางสังคมเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศ ทุกวัย เพื่อใช้ในการปฏิสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสาร และการอยู่ร่วมกันของบุคคลในสังคม
ความสำคัญของทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ทักษะทางสังคมมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาตัวบุคคล สังคม เพราะสังคมเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรา มากที่สุด จึงมีความสำคัญทั้งต่อตัวบุคคลและส่วนรวม
ลักษณะพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ลักษณะพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่เด็กแสดงออกนั้นเป็นการแสดงความรู้สึก เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงความต้องการของตนเอง ทั้งการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มการช่วยเหลือและการแบ่งปัน ลักษณะที่กล่าวมานี้ สามารถแสดงออกมาได้มากน้อยแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุ การทำกิจกรรมร่วมกัน และการยอมรับของกลุ่มเพื่อน และบุคคลที่อยู่รอบตัวเด็กซึ่งเด็กจะแสดงพฤติกรรมด้านบวกเพิ่มมากขึ้น
การส่งเสริมพัฒนาการทางสังคม
การส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยนั้น มีหลายวิธี ที่สามารถมีส่วนช่วยในการพัฒนาและส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมให้กับเด็กได้ อาทิเช่น การจัดสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ต่างๆ รวมไปถึงการชมเชย ให้รางวัล เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม
ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม
เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวในชีวิตประจำวัน ได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ และปรับตัวอยู่ในสังคม เด็กควรมีโอกาสได้เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ เด็กวัยเดียวกันหรือต่างวัยเพศเดียวกันหรือต่างเพศอย่างสม่ำเสมอ
เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
1. สังเกตพฤติกรรมเด็ก[OBSERVATION]
2. การสัมภาษณ์ (INTERVIEW)
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (ANECDOTES]
4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสำรวจรายการ (CHECKLISTS]
5. การเขียนบันทึก (JOURNAL]
6. การทำสังคมมิติ (SOCIOGRAM)
7. การใช้แบบทดสอบ (TEST)
กลุ่มที่7
กลุ่มที่ 7
ทักษะการคิดและการคิดแบบต่างๆ
ทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย
การคิดสำหรับเด็กปฐมวัยจะใช้คําถามเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดในขณะทำกิจกรรม หรือการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ สังเกต และเปรียบเทียบ โดยคุณภาพของคําถามที่ถามได้ถูกวิธี ถูกเวลา ขณะที่เด็กกําลังให้ความสนใจและเรียนรู้ในกิจกรรมที่เคยเตรียมไว้นั้นมีผลต่อกระบวนการคิดหาคําตอบของเด็กว่าสามารถพัฒนาการคิดได้มากน้อยเพียงใด
ความสำคัญของการคิด
1.การคิดช่วยให้เด็กปฐมวัยได้รู้จักการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลขณะทำกิจกรรมที่ฝึกทักษะการคิดต่างๆ
2.การคิดเกิดขึ้นได้ขณะที่เด็กฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การสังเกต การวัด การจำแนกประเภท การลงความเห็น การสื่อความหมาย การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลาและการใช้ตัวเลข เป็นต้น
3.การคิดช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้วิธีวิการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
4.การคิดช่วยให้เด็กมีโอกาสหาคําตอบในการแก้ปัญหา
5.การคิดช่วยให้เด็กเรียรีนรู้ความสามารถของศักยภาพทางการคิดของตนเอง
6.การคิดช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาทำให้เด็กพัฒนาความสามารถทางสมอง
7.การคิดช่วยให้เด็กเล็กๆสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ถ้าปัญหานั้นมีความเกี่ยวข้องกับเด็ก
ประเภทของการคิด
1. ทักษะการคิดพื้นฐาน (BASIC THINKING SKILLS)
1.1 ทักษะการสื่อความหมาย (COMMUNICATION SKILLS)
1.2 ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป (CORE OR GENERAL THINKING SKILLS)
2. ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน (Higher ordered/ More Complicated Thinking Skill)
ลักษณะการคิด
1.การคิดคล่องและหลากหลาย
2.การคิดวิเคราะห์และคิดผสมผสาน
3.การคิดริเริ่ม
4.การคิดละเอียดชัดเจน
5.การคิดอย่างมีเหตุผล
6.การคิดกว้างและรอบคอบ
7.การคิดไกล
8.การคิดลึกซึ้ง
9.การคิดดี คิดถูกทาง
การจัดประสบการณ์ที่สร้างเสริมการคิดของเด็กปฐมวัย
1.จัดประสบการณ์ที่มีความหมายต่อเด็กและสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของเด็ก
2.ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้คุยสนทนา อภิปรายและโต้เถียง ในระหว่างการเรียนรู้
3.จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม
4.คำนึงถึงอารมณ์และความรู้สึกของเด็กและเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่าเรื่องหรือเหตุการณ์ที่ตนประทับใจ
5.ส่งเสริมและให้โอกาสเด็กในการทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับเพื่อน
กิจกรรมสร้างเสริมการคิดของเด็กปฐมวัย
-กิจกรรมการเล่น
-กิจกรรมศิลปะ
-กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
-กิจกรรมคณิตศาสตร์
-กิจกรรมวิทยาศาสตร์
กลุ่มที่8
สรุปกลุ่มที่ 8
การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญาความคิดสร้างสรรค์
ความสำคัญต่อตัวเด็ก
1. ลดความเครียดทางอารมณ์
2. มีความสนุกสนาน เพลิดเพลินและเป็นสุข
3. มีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเอง
4. สร้างนิสัยในการทำงานที่ดี
5.เปิดโอกาสให้เด็กได้สํารวจ คันคว้าทดลอง
ความสำคัญต่อสังคม
1. ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง
2. คิดประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้และเครื่องอํานวยความสะดวก
3. ช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย รวดเร็ว
4. เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น
5. ช่วยประหยัดแรงงานและเศรษฐกิจ
6. ช่วยในการแก้ปัญหาสังคม
7. ช่วยให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและดำรงไว้ซึ่งมนุษยชาติ
หลักการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์
1.ผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
2.การประเมินพัฒนาการ
3. การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
4. การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องดำเนินการด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย
5. การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็ก
6. การประเมินพัฒนาการต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้สะท้อนและตรวจสอบผล
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์
1. การสังเกตและจดบันทึก
2. การสัมภาษณ์พูดคุยสนทนากับเด็ก
3. การถามคําถามวิธีการถามคําถามเด็กมีหลายวิธีด้วยกัน
4. การใช้แบบทดสอบ
5. การดูจากผลงานเด็กผลงานที่หลากหลายจะบ่งบอกถึงพัฒนาการหลายๆ
กลุ่มที่ 9
การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา (ภาษา) ฟัง พูด อ่าน เขียน การรู้หนังสือขั้นต้นของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา (ภาษา) สำหรับเด็กปฐมวัย
พัฒนาการทางสติปัญญานั้น คือความสามารถทางสมองของบุคคลที่แสดงออกในความสามารถ เช่น การจำ การคิดภาษา การแก้ปัญหา และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา
1. การคิด หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้วยการมอง ฟัง สัมผัส ชิมรส และดมกลิ่น การคิดเชื่อมโยงความสัมพันธ์สิ่งของต่าง ๆ การคิดสร้างสรรค์ และการคิดแก้ปัญหา
2. การใช้ภาษาในการสื่อสาร ด้วยการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน
3. การสังเกต การจำแนก และการเปรียบเทียบ ได้แก่ การจำแนกเปรียบเทียบความเหมือน-ความต่าง การจัดหมวดหมู่สิ่งของ และการเรียงลำดับสิ่งต่าง ๆ
4. จำนวน ทั้งการนับจำนวนและการรู้ค่าของจำนวน
5. มิติสัมพันธ์ คือ การเข้าใจและการอธิบายในเรื่องพื้นที่ ตำแหน่ง ระยะทาง ทิศทาง
6. เวลา ใช้ในการเปรียบเทียบเวลาต่าง ๆ เรียงลำดับเหตุการณ์และความเข้าใจเกี่ยวกับฤดูกาล
ความสำคัญของภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เป็นพฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น
ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
1.การฟัง
2.การพูด
3.การอ่าน
4.การเขียน
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการประเมินเด็ก อย่างรอบด้านเป็นระบบ ครอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตามสภาพจริง
ประเภทการวัดและการประเมิน
1. การทดสอบในระดับปฐมวัย หมายถึง วิธีการประเมินรวบรวมข้อมูล อย่างเป็นทางการใช้อย่างกว้างขวางในการวัดพฤติกรรมของผู้เรียน และผลการวัด ออกมาเป็นคะแนน
2. การวัดในระดับปฐมวัย หมายถึง การวัดกระบวนการเทียบปริมาณ เพื่อแสดงค่าตัวเลขเป็นการกํา หนดเซตของจำนวน
3. การประเมินผลในระดับปฐมวัย หมายถึง กระบวนการที่ต่อมาจากการวัดแล้วตัดสินใจสรุปคุณค่าอย่างมีเกณฑ์
4. การประเมินในระดับปฐมวัย หมายถึง เน้นการใช้วิธีการและ เครื่องมือที่หลากหลายในการวัดที่มีระบบและจุดมุ่งหมายในการมองความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน
วิธีการประเมินผล
1. การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก โดยครูเป็นผู้สังเกต ขณะเด็กทำกิจกรรม
2. การบันทึกพฤติกรรมของเด็ก โดยการสัมภาษณ์
3. สารสัมพันธ์ระหวางผู้ปกครองกับโรงเรียน โดยผ่านสมุดรายงานพฤติกรรม
4. สอบถามพฤติกรรมเด็กจากผู้ปกครองในวันนัดประเมินพัฒนาการ
5. การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของเด็ก
6. การสนทนาโต้ตอบ คํา ถามและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม
7. การนํา เสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
8. การใช้แบบทบทวนเนื้อหาตามหน่วยการเรียนการสอน
9. การรวบรวมผลงานในรูปแบบของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)
วิธีการและเครื่องมือการประเมินภาษาและการรู้หนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคําพูดของเด็ก
2. การสนทนากับเด็กครูสามารถใช้การสนทนากับเด็กได้ทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่ม
กลุ่มที่10
กลุ่มที่ 10
ประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
ความสำคัญของความพร้อมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
1. มีความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้น ได้แก่ รู้จักการสังเกตการณ์เปรียบเทียบ การแยกหมู่ การรวม หมู่ การเพิ่มขึ้นและการลดลง
2. ขยายประสบการณ์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ให้สอดคล้อง โดยลำดับจากง่ายไปหายาก
3. ให้เข้าใจความหมายและใช้คํา พูดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ได้ถูกต้อง เช่น เด็กจะต้องเข้าใจ ความหมายของ สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น จำนวนสาม หมายถึง ส้มสามผล
4. ฝึกทักษะเบื้องต้นการคิดคำนวณ
5. ให้สัมพันธ์กับกิจกรรมศิลปะภาษาและสามารถนํา ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
แนวทางส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
1. เด็กจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จากของจริงจะต้องหาอุปกรณ์ซึ่งเป็นจริงให้มากที่สุด และเริ่มจากการสอนแบบรูปธรรมไปหานามธรรม
2. เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ ใกล้ตัวเด็กจากง่ายไปหายาก
3. สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมากกว่าการให้จำ
4. ฝึกให้คิดจากปัญหาในชีวิตประจำวันของเด็ก
5. จัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความสนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย
6. เด็กปฐมวัยควรจะทราบว่าสิ่งต่างๆ นั้น ย่อมมีความเหมือนและต่างกันในเรื่องสี ขนาด
7. เด็กปฐมวัยควรจะเข้าใจใหญ่ตรงข้ามกับเล็ก
8. เด็กปฐมวัยควรจะได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างระหว่างยาวกับสั้น สูงกับเตี้ย ใกล้กับไกล
พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยตามลำดับขั้นแนวคิดของเพียเจต์ ดังนี้
1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage)
2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational stage)
เพียเจต์จัดลำดับความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับ คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยตามระดับพัฒนาการดังนี้
1. การจัดหมวดหมู่ (Classification)
2. การเรียงลำดับ (Seriation)
3. มิติสัมพันธ์ (Spatial Relationships)
4. ความสัมพันธ์เกี่ยวกับเวลา (Temporal Relationships)
5. การอนุรักษ์ หรือการคงที่ด้านปริมาณ (Conservation)
เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตพฤติกรรม
-แบบบันทึกพฤติกรรม
-แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม
-แบบบันทึกรายวัน
-แบบประเมินผลพัฒนาการ
2. การสัมภาษณ์
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
4. แฟ้มสะสมผลงานเด็ก
5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ
6. การเขียนบันทึก
7. การใช้แบบทดสอบ
กลุ่มที่11
ความหมายของพัฒนาการทางด้านสติปัญา
พัฒนาการทางสติปัญญา หมายถึงความสารถของบุคคลที่จะกระทำกิจกรรมต่างๆโดยใช้สมองได้อย่างบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการวิธีที่จะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาความสามารถทางด้านสติปัญญา
ความสำคัญของพัฒนาด้านสติปัญญา
เป็นความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพัธ์ระหว่างสิ่งต่างๆกับตนเองเป็นกระบวนการทางจิตใจที่เราใช้คิดเรียนรู้หาเหตุผลแก้ไขปัญหา
ความหมายของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์หมายถึงกระบวนการต่างๆที่ปฎิบัติความนึกคิดอย่างเป็นระบบของคน
ความสำคัญของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะสำคัญที่แสดงถึงการมีกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลตามกระบวนการณ์ทางวิทยาศาสตร์ทำให้ผู้เรียนและผู้ปฎิบัติเกิดความเข้าใจ
การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอายุ3-6ขวบมิได้หมายถึงสาระทางชีววิทยา
เนื้อหาเด็กปฐมวัยคือสาระเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เด็กควรรู้การเรียนรู้การสอนมุ่งเน้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากกว่าที่จะจำเป็นองค์ความรู้การเรียนวิทยาศาสตร์
เป้าหมายของการเรียนวิทยาศาสตร์
เด็กปฐมวัยเรียนวิทยาศาสตร์ในแง่ของทักษาษะพื้นฐานกระบวนการและสาระวิทยาศาสตร์เบื้องต้น
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1.ทักษะการสังเกต
2.ทักษะการจำแนกประเภท
3.ทักษะการวัด
4.ทักษะการใช้จำนวน
5.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล
6.ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล
7.ทักษะการพยากรณ์
หลักการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์
ประสบการณ์วิทยาศาสตร์เป็นการสร้างเด็กให้เรียนรู้กระบวนการวิทยาศาสตร์และเนื้อหาที่เป็นวิทยาศาสตร์หลักการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ให้กับเด็กที่สำคัญมีดังนี้
1.เป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก
2.เอื้ออำนวยให้แก่เด็กได้กระทำตามธรรมชาติของเด็ก
3.เด็กต้องการและสนใจประสบการณ์ที่จัดให้เด็กต้องสอดคล้องกับความต้องการของเด็ก
4.ไม่ซับซ้อน
5.สมดุลประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่จัดให้เด็กควรมีความสมดุล
หลักการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาจากคำว่าทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทักษะ หมายถึง ความชำนาญ ความคล่องแคล่ว และความแม่นยำ
การประเมินผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาวิธีคิดทั้งความคิดเป็นเหตุผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์มีทักษะที่สำคัญในการค้นคว้าหาความร่วมมือความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
ประโยชน์จากการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
พัฒนาการทางปัญญา
1.ศักยภาพทางปัญญา คือ
การสังเกตการคิด การแก้ไขปัญหา การปรับตัว
2.พุธธิปัญญา คือความรู้ความเข้าใจที่ใช้พื้นฐานของการขยายความรู้การคิดวิเคราะห์สังเคาระห์
กรอบแนวคิดการประเมิน
1.การประเมินด้านเจตคติ
2.การประเมินด้านทักษะหรือความสามารถ
3.ด้านความคิดรวบยอด
การจัดประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
1.สนับสนุนและส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก
2.สนับสนุนและส่งเสริมความต้องการในการตั้งคำถาม
3.ส่งเสริมการใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้
4.ส่งเสริมกระบวนการคิดรวบยอด การคิดแก้ปัญหา
5.ส่งเสริมจิตนาการ
กรอบแนวคิดการประเมินเด็กปฐมวัยเรียนรู้อะไรในวิทยาศาสตร์
ด้านเจตคติ เด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมให้มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้แก่ความชอบในการเรียนรู้และการทำกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์และควรได้รับการพัฒนาให้มีจิตวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นคุณลักษณะนิสัยของบุคคงที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การสนใจใฝ่รู้
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้บูรณาการวิทยาศาสตร์ในระดับปฐมวัย
1.ช่วยให้เด็กได้พัฒนาความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกรอบตัว
2.ช่วยให้เด็กได้พัฒนาคุณลักษณะตามวัยที่สำคัญ4ด้านได้แก่
2.1ด้านร่างกาย
2.2ด้านอารมณ์จิตใจ
2.3 ด้าาสังคม
2.4ด้านสติปัญญา
3.ช่วยให้เด็กได้มีโอกาศใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
4.ส่งเสริมการคิดรวบยอด
5.ส่งเสริมจินตนาการคิดสร้างสรรค์
6.เปิดโอกาศให้เด็กได้แสดงความรู้สึกชื่นชนยินดี
7.แบบบันทึกผลการประเมินด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบบบันทึกผลการประเมินด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เกณฑ์การให้คะแนน
1.ทักษะการสังเกต
2.ทักษะการวัด
3.ทักษะการจำแนกประเภท
4.ทักษะการหาความสัมพันธ์
5.ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล
6.ทักษะการลงความเห็นข้อมูล
7.ทักษะการพยากรณ์
8.ทักษะการทดลอง
9.ทักษะการตีความหมาย
10.ทักษะการคำนวณ
กลุ่มที่ 12
การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา“พหุปัญญาของเด็กปฐมวัย”
ความสำคัญของทฤษฎีพหุปัญญา
บุคคลจะมีปัญญาในแต่ละด้านไม่เท่ากัน แต่ก็สามารถจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาปัญญาของบุคคล
ประเภทของพหุปัญญา
1.ปัญญาด้านภาษา
2.ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์
3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์
4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว
5.สติปัญญาด้านดนตรี
6.ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล
7.ปัญญาด้านตนเองหรือความเข้าใจตนเอง
8.ปัญญาด้านธรรมชาติ
9.ปัญญาด้านอัตถภวนิยม จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของชีวิต
หลักการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา
ตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องมีการประเมินผลตามสถานการณ์จริง โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน
บทบาทของผู้สอน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีหลายลักษณะ ผู้สอนมีบทบาทสำคัญคือ การศึกษา วิเคราะห์หลักสูตร วิเคราะห์ผู้เรียน จัดการเรียนรู้ที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล และยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม
การส่งเสริมผู้เรียนเป็นสำคัญ
1.ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน
2.ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง
3.ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรงโดยการปฏิบัติจริง
4.จัดหาสื่อ-อุปกรณ์ต่างๆในการเรียนรู้
5.แนะแนวทางให้ผู้เรียนรู้วิธีรวบรวมเนื้อหา
6.แบ่งกลุ่มการทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย
7.คำนึงถึงหลักประชาธิปไตยในการเรียนรู้
8.จัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบเป็นกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกัน
การเตรียมการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสู่พหุปัญญา
1.การเตรียมการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านรูปแบบ
2.การวิเคราะห์ผู้เรียนควรเลือกวิธีการที่เหมาะสม
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา
1.การสังเกตพฤติกรรมเด็ก
2.การใช้แบบทดสอบ
3.แบบสำรวจรายการ
4.การเขียนบันทึก
-
แนวทางการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริง การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริงมีแนวทางดังต่อไปน...







































